<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพ และประโยชน์ อาหาร</title>
	<atom:link href="http://www.ddhealthy.com/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.ddhealthy.com</link>
	<description>รวมบทความ จากหนังสือโภชนาการเพื่อสุขภาพ</description>
	<lastBuildDate>Wed, 16 May 2012 06:39:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3</generator>
		<item>
		<title>ประโยชน์ของว่านหางจระเข้</title>
		<link>http://www.ddhealthy.com/?p=116</link>
		<comments>http://www.ddhealthy.com/?p=116#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 May 2012 04:06:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เกร็ดความรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ddhealthy.com/?p=116</guid>
		<description><![CDATA[พูดถึงว่านหางจระเข้ คนทั่วไปอาจจะมองข้ามคุณประโยชน์ของมันไป แต่ประโยชน์นั้นมากมายจนเราคาดไม่ถึง ที่รู้ๆกันเวลาโดนน้ำร้อนลวกก็น้ำเมือกทาไปที่แผลแล้วไม่นานก็หาย แต่สรรพคุณของว่านหางจระเข้มีมากกว่านั้น เรามาดูกันว่ามีอะไรกันบ้าง ๑. แก้ปวดศีรษะ นำว่านหางจระเข้ตัดให้เป็นแว่นบางๆ เอาปูนแดงทาที่วุ้น แล้วปิดที่ขมับ จะทำให้เย็นหายปวด ๒. แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ใช้น้ำเมือกจากว่านหางจระเข้รักษา แผลไฟลวก ขนาดรุนแรงที่สุด โดยทาน้ำเมือกที่แผลให้เปียกอยู่เสมอ แผลจะหายรวดเร็วมาก อาการปวดแผลหรือการเกิดแผลเป็นจะมีน้อยมากหรือไม่มีเลย ๓. ผิวไหม้เพราะถูกแดดเผา ใช้วุ้นหางจระข้ทาบ่อยๆ ช่วยลด อาการปวดแสบปวดร้อน ผิวตึง และลดจำนวนผิวที่ลอก ๔. แผลจากของมีคมและแผลอื่นๆ ทำความสะอาดแผลเสียก่อน แล้วเอาวุ้นปิดลงที่แผลให้สนิท เอาผ้าปิดไว้ แล้วหยอดน้ำเมือกลงไปให้ผ้าตรงบริเวณที่แผลเปียกอยู่เสมอ ช่วยให้แผลหายเร็ว และลดรอยแผลเป็น ๕. กระเพาะลำไส้อักเสบ รับประทานวุ้นหางจระเข้ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ วันละหลายๆ ครั้ง ใช้ได้ผลในรายที่ลำไส้ใหญ่อักเสบ หรืออวัยวะอื่น ในทางเดินอาหารเกิดการอักเสบ ๖. บำรุงผมและหนังศีรษะ ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ชโลมผมให้ทั่ว ทิ้งไว้ให้แห้ง รุ่งเช้าจึงใช้น้ำล้างออก ทำให้ผมดกดำเป็นเงางาม หวีง่ายขึ้น และรักษาแผลบนหนังศีรษะ ( ก่อนใช้ควรทดลองก่อนว่า แพ้ว่าน หรือไม่ และควรใช้แต่น้อยดูก่อน ที่สำคัญอย่าให้ยางถูกผมเพระายางจะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2012/05/74261-attachment.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-117" title="ประโยชน์จากว่านหางจระเข้" src="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2012/05/74261-attachment.jpg" alt="" width="594" height="400" /></a></p>
<p>พูดถึงว่านหางจระเข้ คนทั่วไปอาจจะมองข้ามคุณประโยชน์ของมันไป แต่ประโยชน์นั้นมากมายจนเราคาดไม่ถึง ที่รู้ๆกันเวลาโดนน้ำร้อนลวกก็น้ำเมือกทาไปที่แผลแล้วไม่นานก็หาย แต่สรรพคุณของว่านหางจระเข้มีมากกว่านั้น เรามาดูกันว่ามีอะไรกันบ้าง</p>
<p><strong>๑. แก้ปวดศีรษะ </strong>นำว่านหางจระเข้ตัดให้เป็นแว่นบางๆ เอาปูนแดงทาที่วุ้น แล้วปิดที่ขมับ จะทำให้เย็นหายปวด</p>
<p><strong>๒. แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก </strong>ใช้น้ำเมือกจากว่านหางจระเข้รักษา แผลไฟลวก ขนาดรุนแรงที่สุด โดยทาน้ำเมือกที่แผลให้เปียกอยู่เสมอ แผลจะหายรวดเร็วมาก อาการปวดแผลหรือการเกิดแผลเป็นจะมีน้อยมากหรือไม่มีเลย</p>
<p><strong>๓. ผิวไหม้เพราะถูกแดดเผา</strong> ใช้วุ้นหางจระข้ทาบ่อยๆ ช่วยลด อาการปวดแสบปวดร้อน ผิวตึง และลดจำนวนผิวที่ลอก</p>
<p><strong>๔. แผลจากของมีคมและแผลอื่นๆ</strong> ทำความสะอาดแผลเสียก่อน แล้วเอาวุ้นปิดลงที่แผลให้สนิท เอาผ้าปิดไว้ แล้วหยอดน้ำเมือกลงไปให้ผ้าตรงบริเวณที่แผลเปียกอยู่เสมอ ช่วยให้แผลหายเร็ว และลดรอยแผลเป็น</p>
<p><strong>๕. กระเพาะลำไส้อักเสบ</strong> รับประทานวุ้นหางจระเข้ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ วันละหลายๆ ครั้ง ใช้ได้ผลในรายที่ลำไส้ใหญ่อักเสบ หรืออวัยวะอื่น ในทางเดินอาหารเกิดการอักเสบ</p>
<p><strong>๖. บำรุงผมและหนังศีรษะ </strong>ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ชโลมผมให้ทั่ว ทิ้งไว้ให้แห้ง รุ่งเช้าจึงใช้น้ำล้างออก ทำให้ผมดกดำเป็นเงางาม หวีง่ายขึ้น และรักษาแผลบนหนังศีรษะ ( ก่อนใช้ควรทดลองก่อนว่า แพ้ว่าน หรือไม่ และควรใช้แต่น้อยดูก่อน ที่สำคัญอย่าให้ยางถูกผมเพระายางจะ กัดหนังหัว)</p>
<p><strong>๗. ป้องกันการติดเชื้อ </strong>ใช้วุ้นหางจระเข้ ทาแผลรักษาแผลติดเชื้อได้ ทำให้แผลดีขึ้น ภายใน ๑๒ ชั่วโมง</p>
<p><strong>๘. ผื่นคันที่เกิดจากการแพ้สารต่างๆ</strong> เนื่องจากวุ้นหางจระข้จะมีฤทธิ์ระงับปวด จึงช่วยลดอาการคันด้วย และยังช่วยให้ผื่นคันหายเร็ว</p>
<p><strong>๙. ขี้เรือนกวาง </strong>และผื่นปวดแสบปวดร้อน ใช้วุ้นหางจระเข้ กินวันละ ๑-๒ ครั้งๆ ละ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ และทาควบคู่กันไป ว่านหางจระเข้ เป็นยาฝาดสมาน อาจทำให้ผิวแห้งได้ จึงควรผสมน้ำมันทาผิว หรือ น้ำมันอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย</p>
<p><strong>๑๐. ลบรอยแผลเป็น</strong> ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทา เช้า-เย็น จะลดรอย แผลเป็น</p>
<p><strong>๑๑. ลบท้องลายหลังคลอด</strong> ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาผิวท้อง ขณะตั้ง ครรภ์ แม้หลังคลอดแล้วก็ควรใช้ทาต่อเพื่อช่วยให้ผิวหน้าท้องกลับคืนสู่ สภาพปกติ คนที่เคยใช้ยืนยันว่าได้ผลดี</p>
<p><strong>๑๒. เส้นเลือดดำขอดที่ขา</strong> ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ทาที่บริเวณเส้นเลือด ดำขอด และมีบางคนใช้ได้ผลดีมาก</p>
<p><strong>๑๓. มะเร็งที่ผิวหนัง </strong>ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ทาวันละ ๒-๔ ครั้ง เป็นเวลาหลายเดือน</p>
<p><strong>๑๔. แผลครูดและแผลถลอก</strong> ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาเบาๆ ให้ทั่วใน ๒๔ ชั่วโมงแรก ทาบ่อยๆ แผลจะไม่ค่อยเจ็บและหายเร็วมาก</p>
<p><strong>๑๕. โรคปวดตามข้อ</strong> รับประทานวุ้นว่านหางจระเข้ เป็นประจำจะหาย ปวดได้</p>
<p>ดังตัวอย่างข้างต้น สรรพคุณของว่านหางจระเข้นั้นมีมากมาย จนเราก็เพิ่งมารู้กัน อย่างนั้นแล้วก็อย่าลืมนำไปประยุกต์กันนะ อาจจะได้ผลดีกว่ายาในคลีนิกก็ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ddhealthy.com/?feed=rss2&#038;p=116</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำมะนาวรักษาสิว</title>
		<link>http://www.ddhealthy.com/?p=110</link>
		<comments>http://www.ddhealthy.com/?p=110#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 May 2012 03:59:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[เกล็ดความรู้สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ddhealthy.com/?p=110</guid>
		<description><![CDATA[หาเป็นสิวไม่หายด้วยยาแล้วละก็ ลองหันมารักษาด้วยวิะีทางธรรมชาติ ที่คุณอาจมองข้ามไปด้วยวิธีง่ายกับมะนาวของใกล้ตัวของคุณ ซึ่งหาได้ง่ายมาก ไม่ว่าเป็นห้องครัว หรือตามตลาดทั่วไป รักษาสิวด้วยมะนาว อาจจะได้ผลดีกว่ายาแพงๆของคุณก็เป็นไปได้ ผลการ รักษาสิว – ได้มีทดลองใช้น้ำมะนาวทั้งสองวิธีแล้ว (ทาโดยตรงบนผิวหน้า และดื่ม) และพบว่าภายใน 3 สัปดาห์ สิวก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และเชื่อว่าการผสมน้ำมะนาวกับผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน จะช่วยให้ผลเร็วขึ้น ทาน้ำมะนาวโดยตรงบนสิว เพื่อรักษาอาการ สิว น้ำมะนาวมีกรดผลไม้ AHA หรือ Alpha Hydroxy Acids ทำงานโดยการลอกเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ผิว และช่วยให้เซลล์ผิวใหม่ที่อยู่ด้านล่างได้ผลัดขึ้นมาแทนที่เซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว ยังช่วยชำระรูขุมขนและช่วยให้ผิวรู้สึกสดชื่น สดใสด้วย วิธีรักษา สิว โดยสูตรน้ำมะนาว ล้างหน้าให้สะอาด บีบน้ำมะนาว 1 ช้อนชาในถ้วยเล็ก ใช้สำลีจุ่มน้ำมะนาวพอเปียก อาจผสมน้ำหากรู้สึกว่าแสบเกินไป ป้ายน้ำมะนาวลงบนสิว สิวหัวขาว สิวหัวดำ สิวหัวหนอง ทิ้งไว้ทั้งคืนโดยไม่ต้องล้างออก ล้างออกตอนเช้า และทาอีกครั้งก่อนเมคอัพ (หากคุณต้องใช้เมคอัพ) หากรู้สึกว่าน้ำมะนาวนั้นแรงเกินไป แม้ว่าจะผสมน้ำให้เจือจางแล้วก็ตาม ให้ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2012/05/745b7e28fb21de753b3709b44135a91b.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-111" title="มะนาวรักษาสิว" src="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2012/05/745b7e28fb21de753b3709b44135a91b.jpg" alt="" width="456" height="299" /></a></p>
<p>หาเป็นสิวไม่หายด้วยยาแล้วละก็ ลองหันมารักษาด้วยวิะีทางธรรมชาติ ที่คุณอาจมองข้ามไปด้วยวิธีง่ายกับมะนาวของใกล้ตัวของคุณ ซึ่งหาได้ง่ายมาก ไม่ว่าเป็นห้องครัว หรือตามตลาดทั่วไป รักษาสิวด้วยมะนาว อาจจะได้ผลดีกว่ายาแพงๆของคุณก็เป็นไปได้</p>
<p>ผลการ <strong>รักษาสิว</strong> – ได้มีทดลองใช้น้ำมะนาวทั้งสองวิธีแล้ว (ทาโดยตรงบนผิวหน้า และดื่ม) และพบว่าภายใน 3 สัปดาห์ สิวก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และเชื่อว่าการผสมน้ำมะนาวกับผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน จะช่วยให้ผลเร็วขึ้น</p>
<h3>ทาน้ำมะนาวโดยตรงบนสิว เพื่อรักษาอาการ สิว</h3>
<p>น้ำมะนาวมีกรดผลไม้ AHA หรือ Alpha Hydroxy Acids ทำงานโดยการลอกเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ผิว และช่วยให้เซลล์ผิวใหม่ที่อยู่ด้านล่างได้ผลัดขึ้นมาแทนที่เซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว ยังช่วยชำระรูขุมขนและช่วยให้ผิวรู้สึกสดชื่น สดใสด้วย</p>
<h3>วิธีรักษา สิว โดยสูตรน้ำมะนาว</h3>
<ol>
<li>ล้างหน้าให้สะอาด</li>
<li>บีบน้ำมะนาว 1 ช้อนชาในถ้วยเล็ก ใช้สำลีจุ่มน้ำมะนาวพอเปียก อาจผสมน้ำหากรู้สึกว่าแสบเกินไป</li>
<li>ป้ายน้ำมะนาวลงบนสิว สิวหัวขาว สิวหัวดำ สิวหัวหนอง</li>
<li>ทิ้งไว้ทั้งคืนโดยไม่ต้องล้างออก ล้างออกตอนเช้า และทาอีกครั้งก่อนเมคอัพ (หากคุณต้องใช้เมคอัพ)</li>
<li>หากรู้สึกว่าน้ำมะนาวนั้นแรงเกินไป แม้ว่าจะผสมน้ำให้เจือจางแล้วก็ตาม ให้ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น</li>
</ol>
<p>วิธีการนี้ใช้เวลา 2 สัปดาห์เป็นอย่างต่ำจึงจะเห็นผล</p>
<h3>ดื่มน้ำมะนาวเพื่อรักษาสิว</h3>
<p>สามารถใช้วิธีการดื่มน้ำมะนาวเพื่อรักษาและทำความสะอาดภายในร่างกาย หรือขจัดสารพิษออกจากตับ และเพื่อให้การดูดซึมแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย น้ำมะนาวนั้นเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณ ที่ช่วยให้กระชุ่มกระชวย ดื่มง่าย และทำได้ง่าย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ddhealthy.com/?feed=rss2&#038;p=110</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>5 วิธีกินเลี้ยง ลดเสี่ยงอ้วน</title>
		<link>http://www.ddhealthy.com/?p=104</link>
		<comments>http://www.ddhealthy.com/?p=104#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 Jan 2012 03:50:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[เกล็ดความรู้สุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ddhealthy.com/?p=104</guid>
		<description><![CDATA[&#160; &#160; คำแนะนำวางแผนก่อนกิน ป้องกันอ้วนจากงานเลี้ยง ของสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล มาฝากค่ะ 1. หากทราบล่วงหน้าว่ามีงานเลี้ยงตอนเย็น ควรลดปริมาณอาหารมื้อกลางวันลง 2. ถ้ามีงานเลี้ยงตอนกลางวัน ควรลดปริมาณอาหารมื้อเย็นลง 3. กินอาหารบุฟเฟต์ ให้ตักอาหารเอง และตักแต่พอกิน ไม่เลือกอาหารมันจัด แต่ควรเลือกกินสลัด หรืออาหารที่มีผักร่วมด้วย 4. เลือกกินผลไม้ แทนขนมหวานหรือเค้ก 5. ดื่มน้ำเปล่า แทนน้ำอัดลม ปฏิบัติได้ดังนี้ งานเลี้ยงครั้งต่อไป ไม่ต้องกลัวน้ำหนักเพิ่มแล้วค่ะ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2012/01/wo.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-105" title="" src="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2012/01/wo.jpg" alt="" width="343" height="412" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คำแนะนำวางแผนก่อนกิน ป้องกันอ้วนจากงานเลี้ยง ของสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล มาฝากค่ะ</p>
<p>1. หากทราบล่วงหน้าว่ามีงานเลี้ยงตอนเย็น ควรลดปริมาณอาหารมื้อกลางวันลง<br />
2. ถ้ามีงานเลี้ยงตอนกลางวัน ควรลดปริมาณอาหารมื้อเย็นลง<br />
3. กินอาหารบุฟเฟต์ ให้ตักอาหารเอง และตักแต่พอกิน ไม่เลือกอาหารมันจัด แต่ควรเลือกกินสลัด หรืออาหารที่มีผักร่วมด้วย<br />
4. เลือกกินผลไม้ แทนขนมหวานหรือเค้ก<br />
5. ดื่มน้ำเปล่า แทนน้ำอัดลม</p>
<p>ปฏิบัติได้ดังนี้ งานเลี้ยงครั้งต่อไป ไม่ต้องกลัวน้ำหนักเพิ่มแล้วค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ddhealthy.com/?feed=rss2&#038;p=104</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ด้วยอาหาร 9 ชนิด</title>
		<link>http://www.ddhealthy.com/?p=101</link>
		<comments>http://www.ddhealthy.com/?p=101#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 12 Jan 2012 04:53:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[เกล็ดความรู้สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ddhealthy.com/?p=101</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้คุณผู้หญิงมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ บ้างหรือเปล่าคะ ถ้ามีนั่นคือสัญญาณเบื้องต้นของโรคอัลไซเมอร์ อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ เพราะโรคนี้ป้องกันได้ด้วยการรับประทานอาหารเหล่านี้ค่ะ &#160; 1. น้ำมันสลัด ที่อุดมไปด้วยวิตามิน E จะช่วยป้องกันการเสื่อมสลายของเซลล์สมอง 2. เนื้อปลา DHA ช่วยในการทำงานของเซลล์ประสาท 3. ผักใบเขียว เป็นแหล่งของกรดโฟเลตช่วยลดระดับของกรดอะมิโนชนิด Homocysteine สาเหตุของการเสื่อมสภาพของเซลล์ 4. อะโวคาโด มีวิตามิน E สูงป้องกันการเสื่อมสลายของเซลล์สมอง และช่วยบำรุงผิว 5. เมล็ดทานตะวัน อุดมไปด้วยวิตามิน E ป้องกันการเสื่อมสลายของเซลล์สมอง 6. ถั่วลิสงและเนยถั่ว แหล่งของไขมันที่ดี และเต็มไปด้วยวิตามิน E ช่วยให้หัวใจและสมองมีสุขภาพดีและทำงานอย่างถูกต้อง 7. ไวน์แดง หากดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ 8. ผลเบอร์รี่ ช่วยกำจัดสารพิษของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียความจำ 9. ธัญพืชไม่ขัดสี ลดปัจจัยเสี่ยงของหลอดเลือด ซึ่งอาจมีบทบาทในการเกิดโรคจากสมอง &#160; &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้คุณผู้หญิงมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ บ้างหรือเปล่าคะ ถ้ามีนั่นคือสัญญาณเบื้องต้นของโรคอัลไซเมอร์ อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ เพราะโรคนี้ป้องกันได้ด้วยการรับประทานอาหารเหล่านี้ค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2012/01/f.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-102" src="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2012/01/f.jpg" alt="" width="392" height="400" /></a></p>
<p>1. <span style="color: #0000ff;"><strong>น้ำมันสลัด</strong></span> ที่อุดมไปด้วยวิตามิน E จะช่วยป้องกันการเสื่อมสลายของเซลล์สมอง</p>
<p>2. <span style="color: #0000ff;"><strong>เนื้อปลา</strong></span> DHA ช่วยในการทำงานของเซลล์ประสาท</p>
<p><strong></strong>3. <strong><span style="color: #0000ff;">ผักใบเขียว</span></strong> เป็นแหล่งของกรดโฟเลตช่วยลดระดับของกรดอะมิโนชนิด Homocysteine สาเหตุของการเสื่อมสภาพของเซลล์</p>
<p>4. <strong><span style="color: #0000ff;">อะโวคาโด</span></strong> มีวิตามิน E สูงป้องกันการเสื่อมสลายของเซลล์สมอง และช่วยบำรุงผิว<br />
<strong></strong></p>
<p><strong></strong>5. <span style="color: #0000ff;"><strong>เมล็ดทานตะวัน</strong></span> อุดมไปด้วยวิตามิน E ป้องกันการเสื่อมสลายของเซลล์สมอง</p>
<p>6. <strong><span style="color: #0000ff;">ถั่วลิสงและเนยถั่ว</span></strong> แหล่งของไขมันที่ดี และเต็มไปด้วยวิตามิน E ช่วยให้หัวใจและสมองมีสุขภาพดีและทำงานอย่างถูกต้อง</p>
<p>7. <strong><span style="color: #0000ff;">ไวน์แดง</span></strong> หากดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์</p>
<p><strong></strong>8. <strong><span style="color: #0000ff;">ผลเบอร์รี่</span></strong> ช่วยกำจัดสารพิษของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียความจำ</p>
<p><strong></strong>9. <strong><span style="color: #0000ff;">ธัญพืชไม่ขัดสี</span></strong> ลดปัจจัยเสี่ยงของหลอดเลือด ซึ่งอาจมีบทบาทในการเกิดโรคจากสมอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ddhealthy.com/?feed=rss2&#038;p=101</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลดความอ้วน&#8230;แบบกล้วย กล้วย !!!</title>
		<link>http://www.ddhealthy.com/?p=96</link>
		<comments>http://www.ddhealthy.com/?p=96#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 08 Jan 2012 03:48:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ddhealthy.com/?p=96</guid>
		<description><![CDATA[ลดความอ้วน&#8230;แบบกล้วย กล้วย ใครที่ต้องการลดความอ้วน วันนี้ มีเคล็ดลับมาบอกค่ะ โดยที่สาวๆ ทั้งหลายสามารถทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก สูตรลดความอ้วนแบบกล้วย เป็นสูตรลดความอ้วนด้วยกล้วยหอม เรียกว่า สูตรลดความอ้วนแบบญี่ปุ่น หรือ Banana &#160; Diet โดยมีวิธีง่ายๆ ดังนี้ค่ะ ในตอนเช้า เรา สามารถที่จะกินกล้วยหอมเท่าไหร่ก็ได้ที่เราคิดว่า&#8230;เราจะกินอิ่ม แต่ต้องก่อน 9 โมงเช้านะจ๊ะ จากนั้นเราก็ดื่มน้ำตามปกติ ต่อมามื้อกลางวันและมื้อเย็น เราก็กินตามปกติ (สบายๆ) แต่ช่วงบ่าย 3 โมง เราอาจจะมีของว่างด้วยก็ได้นะ แต่ห้ามกินทันทีหลังจากมื้อหลัก ๆ  ห้ามกินอาหารหลัง 2 ทุ่ม และนอนก่อนเที่ยงคืน ห้ามนอนดึกกว่านี้นะค่ะ (ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำ สำหรับการลดความอ้วน) ซึ่งสูตรนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ Metabolism ให้กับร่างกาย แต่จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคนนะจ๊ะ &#160; วิธีง่ายๆ ทำได้ไม่ยากเลยใช่มั้ยล่ะคะ รีบๆ ไปลองทำกันดูนะค่ะ &#160; &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #ffff00;"><strong>ลดความอ้วน&#8230;แบบกล้วย กล้วย</strong></span></h3>
<p><a href="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2012/01/banana.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-97" title="banana" src="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2012/01/banana.jpg" alt="" width="431" height="348" /></a></p>
<p>ใครที่ต้องการลดความอ้วน วันนี้ มีเคล็ดลับมาบอกค่ะ โดยที่สาวๆ ทั้งหลายสามารถทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก</p>
<p>สูตรลดความอ้วนแบบกล้วย เป็นสูตรลดความอ้วนด้วยกล้วยหอม เรียกว่า สูตรลดความอ้วนแบบญี่ปุ่น หรือ Banana</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Diet โดยมีวิธีง่ายๆ ดังนี้ค่ะ</p>
<p>ในตอนเช้า เรา สามารถที่จะกินกล้วยหอมเท่าไหร่ก็ได้ที่เราคิดว่า&#8230;เราจะกินอิ่ม แต่ต้องก่อน 9 โมงเช้านะจ๊ะ จากนั้นเราก็ดื่มน้ำตามปกติ</p>
<p>ต่อมามื้อกลางวันและมื้อเย็น เราก็กินตามปกติ (สบายๆ) แต่ช่วงบ่าย 3 โมง เราอาจจะมีของว่างด้วยก็ได้นะ แต่ห้ามกินทันทีหลังจากมื้อหลัก ๆ  ห้ามกินอาหารหลัง 2 ทุ่ม และนอนก่อนเที่ยงคืน ห้ามนอนดึกกว่านี้นะค่ะ (ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำ สำหรับการลดความอ้วน) ซึ่งสูตรนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ Metabolism ให้กับร่างกาย แต่จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคนนะจ๊ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>วิธีง่ายๆ ทำได้ไม่ยากเลยใช่มั้ยล่ะคะ รีบๆ ไปลองทำกันดูนะค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ddhealthy.com/?feed=rss2&#038;p=96</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>8 เคล็ด (ไม่) ลับ&#8230;กับตาคู่สวย</title>
		<link>http://www.ddhealthy.com/?p=92</link>
		<comments>http://www.ddhealthy.com/?p=92#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Jan 2012 03:42:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ddhealthy.com/?p=92</guid>
		<description><![CDATA[8 เคล็ด (ไม่) ลับ&#8230;กับตาคู่สวย &#160; ใคร ๆ ก็อยากมีดวงตาที่ชุ่มชื้นและใสเป็นประกาย แต่ถ้าคืนไหนคุณสาวๆ นอนดึก จากการทำงานหรือดูละครเรื่องโปรดแม้กระทั่งคุณแม่ยังสาวที่เจอมรสุมเจ้าตัวเล็กโยเยจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ตื่นเช้ามาเป็นหมีแพนด้า ขอบตาคล้ำ บวม  ยี้&#8230;..แต่ไม่ต้องกังวล&#8230;เรามีวิธีให้คุณดูแลผิวรอบดวงตา ให้คุณมีตาสวยใสด้วยธรรมชาติได้แบบง่ายใช้เวลาเพียงแค่ 10-20 นาที ทราบแล้วอย่าลืมกลับไปทดลองทำกันนะคะ 1. มันฝรั่ง หามันฝรั่งหัวขนาดเหมาะมือ จัดการล้างให้สะอาดก่อนหั่นบางๆ แช่เย็นแล้วเอามาปิดตาไว้ 15-20 นาที เช้าและเย็น จะช่วยลดริ้วรอยหมองคล้ำรอบดวงตาได้ หลังเอามันฝรั่งออก ล้างหน้าให้เรียบร้อยแล้วอย่าลืมทาครีมบำรุงใต้ตาด้วยนะจ๊ะ 2. น้ำแข็ง ใช้น้ำแข็งบดสักเล็กน้อยห่อด้วยผ้า วางบนเปลือกตาประมาณ 10 นาที ช่วยให้ขอบตาหายร้อนผ่าว ชุ่มชื่น ดูดี และหายคล้ำค่ะ 3. น้ำนม นมสดที่เราใช้ดื่มนี่แหละค่ะสักครึ่งแก้วเอาไปแช่เย็น แล้วใช้ก้อนสำลีหรือแผ่นสำลีชุบนมเย็นๆ วางบนเปลือกตา 10 นาที แล้วเอาออกพัก 2 นาที แล้วทำซ้ำใหม่ประมาณ 5 ครั้ง จะทำให้สบายตา ยิ่งตาที่ระคายเคืองหรือบวมจากการร้องไห้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff00ff;">8 เคล็ด (ไม่) ลับ&#8230;กับตาคู่สวย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2012/01/tar.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-93" title="eye" src="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2012/01/tar.jpg" alt="" width="336" height="291" /></a></p>
<p>ใคร ๆ ก็อยากมีดวงตาที่ชุ่มชื้นและใสเป็นประกาย แต่ถ้าคืนไหนคุณสาวๆ นอนดึก จากการทำงานหรือดูละครเรื่องโปรดแม้กระทั่งคุณแม่ยังสาวที่เจอมรสุมเจ้าตัวเล็กโยเยจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ตื่นเช้ามาเป็นหมีแพนด้า ขอบตาคล้ำ บวม  ยี้&#8230;..แต่ไม่ต้องกังวล&#8230;เรามีวิธีให้คุณดูแลผิวรอบดวงตา ให้คุณมีตาสวยใสด้วยธรรมชาติได้แบบง่ายใช้เวลาเพียงแค่ 10-20 นาที ทราบแล้วอย่าลืมกลับไปทดลองทำกันนะคะ</p>
<p><span style="color: #ff00ff;">1. มันฝรั่ง</span> หามันฝรั่งหัวขนาดเหมาะมือ จัดการล้างให้สะอาดก่อนหั่นบางๆ แช่เย็นแล้วเอามาปิดตาไว้ 15-20 นาที เช้าและเย็น จะช่วยลดริ้วรอยหมองคล้ำรอบดวงตาได้ หลังเอามันฝรั่งออก ล้างหน้าให้เรียบร้อยแล้วอย่าลืมทาครีมบำรุงใต้ตาด้วยนะจ๊ะ</p>
<p><span style="color: #ff00ff;">2. น้ำแข็ง</span> ใช้น้ำแข็งบดสักเล็กน้อยห่อด้วยผ้า วางบนเปลือกตาประมาณ 10 นาที ช่วยให้ขอบตาหายร้อนผ่าว ชุ่มชื่น ดูดี และหายคล้ำค่ะ</p>
<p><span style="color: #ff00ff;">3. น้ำนม</span> นมสดที่เราใช้ดื่มนี่แหละค่ะสักครึ่งแก้วเอาไปแช่เย็น แล้วใช้ก้อนสำลีหรือแผ่นสำลีชุบนมเย็นๆ วางบนเปลือกตา 10 นาที แล้วเอาออกพัก 2 นาที แล้วทำซ้ำใหม่ประมาณ 5 ครั้ง จะทำให้สบายตา ยิ่งตาที่ระคายเคืองหรือบวมจากการร้องไห้ วิธีนี้ช่วยได้แน่นอน</p>
<p><span style="color: #ff00ff;">4. แตงกวาปั่น</span> นอกจากแตงกวาหั่นบางๆ แช่เย็นที่รู้กันทั่วไป แตงกวายังเอามาปั่นแช่ให้เย็นเจี๊ยบ ก่อนใช้สำลีชุบน้ำแตงกวาให้ชุ่มมาปิดตาไว้ 15-20 นาที วิธีนี้ช่วยลดริ้วรอยและเจ้าอาการตาบวมได้ด้วยเหมือนกัน</p>
<p><span style="color: #ff00ff;">    5. มะเขือเทศ</span> แก้เหตุตาบวมได้ดีนักแล เพียงเดินเข้าครัวควานหามะเขือเทศมาหั่นขวางแล้วปิดไว้ที่บริเวณดวงตาประมาณ 10 นาทีตาจะหายบวมเป็นปลิดทิ้ง</p>
<p><span style="color: #ff00ff;">6. ออกกำลังกาย</span> เพียงแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ สัก 10 นาที พอได้เหงื่อ รูขุมขนก็จะเปิดและขับของเสียออกจากเซลล์ ช่วยลดอาการตาบวมจ้า</p>
<p><span style="color: #ff00ff;">7. ผ้าขนหนูจุ่มน้ำชา</span> เป็นอีกทางเลือกนอกจากใช้ถุงชาวางไว้บนตาเพื่อลดอาการตาบวม ลองใช้น้ำชาอุ่น ๆ แล้วนำผ้าขนหนูผืนเล็กจุ่มน้ำชา วางประคบดวงตาทั้งสองข้างประมาณ 10-15 นาที ก็ช่วยได้ไม่แพ้ถุงชาค่ะ</p>
<p><span style="color: #ff00ff;">8. หมอน</span> หนุนหมอนขนาดพอเหมาะที่สามารถยกให้ศีรษะสูงขึ้นเหนือระดับของหัวใจเล็กน้อย และนอนหงายเพื่อช่วยป้องกันของเหลวที่ไหลมารวมกันอยู่บริเวณดวงตา นอกจากลดตาบวมแล้ว วิธีนี้ยังช่วยขับน้ำเหลือง และยังมีผลต่อการขจัดของเหลวออกจากร่างกาย ทำให้ไม่เกิดการสะสมไว้ใต้ผิวหนังอีกด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เห็นไหมคะว่า&#8230;เพียงแค่ 8 วิธีง่าย ๆ ยามเช้าวันใหม่ ตาของคุณสาวๆ ก็สวยใส พร้อมสบตาหนุ่มๆ หรือพบปะผู้คนนอกบ้านได้แล้วละค่ะ&#8230;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ddhealthy.com/?feed=rss2&#038;p=92</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระชับเรือนกาย สลายไขมัน</title>
		<link>http://www.ddhealthy.com/?p=83</link>
		<comments>http://www.ddhealthy.com/?p=83#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Dec 2011 12:34:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ddhealthy.com/?p=83</guid>
		<description><![CDATA[ไขมันหน้าท้องน่ะ ลดไม่ยากหรอก แต่ต้องออกแรงบริหารกันหน่อยค่ะ เรามี ท่าบริหารง่าย ๆ ใช้เวลาวันละ 15 นาที จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงขึ้นค่ะ แต่อย่าลืมควบคุมอาหาร ด้วยการรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ ไฟเบอร์สูง และดื่มน้ำมาก ๆ ด้วยนะคะ จะได้เลิกไว้พุงกันเสียทีไงค่ะ  ท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบน  1. นอนราบลงบนพื้น งอเข่าขึ้น วางเท้าราบกับพื้นโดยให้เท้าห่างกันประมาณ 1 ฟุต หรือให้อยู่แนวเดียวกับสะโพก ส่วนแขนวางไว้ข้างลำตัว &#160; 2. หายใจเข้าพร้อมกับยกศีรษะและไหล่ขึ้น เหยียดแขนตึงเลื่อนมือขึ้นให้ปลายนิ้วแตะกับหัวเข่า 3. ลดศีรษะและไหล่กลับลงสู่ท่าเริ่มต้นพร้อมกับหายใจออก ถ้าคุณเพิ่งเริ่มหัดทำ ควรทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง จากนั้นให้ค่อยๆเพิ่มจำนวนครั้งเป็น 15 ครั้งค่ะ &#160; &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #666666;"><strong><span style="color: #00ccff;">ไขมันหน้าท้องน่ะ ลดไม่ยากหรอก แต่ต้องออกแรงบริหารกันหน่อยค่ะ เรามี ท่าบริหารง่าย ๆ ใช้เวลาวันละ 15 นาที</span><br />
</strong></span><br />
จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงขึ้นค่ะ แต่อย่าลืมควบคุมอาหาร ด้วยการรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ ไฟเบอร์สูง และดื่มน้ำมาก ๆ ด้วยนะคะ จะได้เลิกไว้พุงกันเสียทีไงค่ะ <strong></strong></p>
<p><span style="color: #00ccff;">ท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบน </span><br />
1. นอนราบลงบนพื้น งอเข่าขึ้น วางเท้าราบกับพื้นโดยให้เท้าห่างกันประมาณ 1 ฟุต หรือให้อยู่แนวเดียวกับสะโพก ส่วนแขนวางไว้ข้างลำตัว</p>
<p><a href="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/12/yo.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-84" title="1" src="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/12/yo.jpg" alt="" width="259" height="127" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>2. หายใจเข้าพร้อมกับยกศีรษะและไหล่ขึ้น เหยียดแขนตึงเลื่อนมือขึ้นให้ปลายนิ้วแตะกับหัวเข่า</p>
<p><a href="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/12/yo1.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-88" title="yo1" src="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/12/yo1.jpg" alt="" width="262" height="119" /></a></p>
<p>3. ลดศีรษะและไหล่กลับลงสู่ท่าเริ่มต้นพร้อมกับหายใจออก ถ้าคุณเพิ่งเริ่มหัดทำ ควรทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง จากนั้นให้ค่อยๆเพิ่มจำนวนครั้งเป็น 15 ครั้งค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/12/yo2.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-89" title="yo2" src="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/12/yo2.jpg" alt="" width="258" height="131" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ddhealthy.com/?feed=rss2&#038;p=83</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อวดวงแขนขาวได้ด้วย &#8220;มะขาม&#8221;</title>
		<link>http://www.ddhealthy.com/?p=82</link>
		<comments>http://www.ddhealthy.com/?p=82#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Dec 2011 12:13:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[เกล็ดความรู้สุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ddhealthy.com/?p=82</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้มีวิธีดูแลสุขภาพผิวใต้วงแขนมาฝากเพื่อนๆค่ะ หลังจากที่ได้กลิ่นกายหอมสดชื่นน่าเข้าใกล้แล้ว ก็อย่าลืมบำรุงรักษาผิวใต้วงแขนให้ขาวใสพร้อมเผยโชว์ และวิธีง่ายๆ ทำกันได้ทุกบ้านก็คือ รักแร้ขาวด้วยมะขาม         ถ้าพร้อมกันแล้วก็เตรียมหามะขามกับน้ำผึ้งมาได้เลยค่ะ เพียงแค่ใช้มะขามเปียกที่ซื้อจากตลาดสัก 1 กำผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย มาทาใต้วงแขนทิ้งไว้ประมาณ 5 &#8211; 10 นาที แล้วล้างออก สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นประจำ เท่านี้คุณก็จะได้รักแร้ขาวเนียนพร้อมอวดโฉมมาไว้กับตัวแล้วล่ะค่ะ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้มีวิธีดูแลสุขภาพผิวใต้วงแขนมาฝากเพื่อนๆค่ะ หลังจากที่ได้กลิ่นกายหอมสดชื่นน่าเข้าใกล้แล้ว ก็อย่าลืมบำรุงรักษาผิวใต้วงแขนให้ขาวใสพร้อมเผยโชว์ และวิธีง่ายๆ ทำกันได้ทุกบ้านก็คือ รักแร้ขาวด้วยมะขาม</p>
<p><a href="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/12/92276106661.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-85" title="รักแร้ขาวด้วยมะขาม" src="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/12/92276106661.jpg" alt="" width="285" height="145" /></a></p>
<div>        ถ้าพร้อมกันแล้วก็เตรียมหามะขามกับน้ำผึ้งมาได้เลยค่ะ เพียงแค่ใช้มะขามเปียกที่ซื้อจากตลาดสัก 1 กำผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย มาทาใต้วงแขนทิ้งไว้ประมาณ 5 &#8211; 10 นาที แล้วล้างออก สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นประจำ เท่านี้คุณก็จะได้รักแร้ขาวเนียนพร้อมอวดโฉมมาไว้กับตัวแล้วล่ะค่ะ</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ddhealthy.com/?feed=rss2&#038;p=82</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขจัดสิวเสี้ยนด้วยไข่ขาว</title>
		<link>http://www.ddhealthy.com/?p=69</link>
		<comments>http://www.ddhealthy.com/?p=69#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Nov 2011 09:04:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[เกล็ดความรู้สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[พอกหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[สิวเสี้ยน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ddhealthy.com/?p=69</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้มีเคล็ดลับดีๆ มาบอกสาวๆ อีกแล้วนะค่ะ การที่คนเราจะสวยใสได้ บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องซื้อของแพงๆมาใช้หรอกนะ แค่ของในบ้านเราเนี้ยแหล่ะ ก็จะทำให้คุณผู้หญิงสวย ใส ไม่มีที่ติได้เหมือนกัน ขั้นตอนไม่ยากเย็นเลยค่ะ เพียงคุณผู้หญิงนำไข่มา 1 ฟอง แล้วเลือกแยกเฉพาะไข่ขาวมานะค่ะ ตีไข่ขาวให้ฟูค่ะ &#160; &#160; ทีนี้นำกระดาษทิชชู่ ชุบลงไป แล้วก็นำมาแปะในจุดที่เราต้องการจะลอกสิวเสี้ยนนะค่ะ เช่น จมูก ใต้คาง เป็นต้น แต่ดิฉันพอกหมดทั้งหน้าเลยค่ะ 55 &#160; รอให้แห้งสักพักนะค่ะ แล้วทีนี้เพื่อนๆ ก็ค่อยๆ ดึงกระดาษออก ดึงย้อนรูขุมขนเลยค่ะ สิวเสี้ยนทั้งหลายก็จะไม่มีกวนใจคุณผู้หญิงเลยล่ะค่ะ แนะนำนะค่ะว่า ถ้าจะทำ อย่าทำบ่อยเกินไปค่ะ แค่สับดาห์หรือ 2 สัปดาห์ครั้งก็พอค่ะ เพราะถ้าทำบ่อยเกินใบอาจทำให้รูขุมขนกว้างมากก็ได้ค่ะ ^^ &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้มีเคล็ดลับดีๆ มาบอกสาวๆ อีกแล้วนะค่ะ การที่คนเราจะสวยใสได้ บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องซื้อของแพงๆมาใช้หรอกนะ แค่ของในบ้านเราเนี้ยแหล่ะ ก็จะทำให้คุณผู้หญิงสวย ใส ไม่มีที่ติได้เหมือนกัน ขั้นตอนไม่ยากเย็นเลยค่ะ เพียงคุณผู้หญิงนำไข่มา 1 ฟอง แล้วเลือกแยกเฉพาะไข่ขาวมานะค่ะ ตีไข่ขาวให้ฟูค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/f.jpg"><img class="size-full wp-image-75 alignleft" title="200372708-001" src="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/f.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a><a href="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/h.gif"><img class="size-full wp-image-76 aligncenter" title="h" src="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/h.gif" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p>ทีนี้นำกระดาษทิชชู่ ชุบลงไป แล้วก็นำมาแปะในจุดที่เราต้องการจะลอกสิวเสี้ยนนะค่ะ เช่น จมูก ใต้คาง เป็นต้น แต่ดิฉันพอกหมดทั้งหน้าเลยค่ะ 55</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/A355018.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-77" title="A355018" src="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/A355018.jpg" alt="" width="384" height="288" /></a></p>
<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>
<p>รอให้แห้งสักพักนะค่ะ แล้วทีนี้เพื่อนๆ ก็ค่อยๆ ดึงกระดาษออก ดึงย้อนรูขุมขนเลยค่ะ สิวเสี้ยนทั้งหลายก็จะไม่มีกวนใจคุณผู้หญิงเลยล่ะค่ะ</p>
<p>แนะนำนะค่ะว่า ถ้าจะทำ อย่าทำบ่อยเกินไปค่ะ แค่สับดาห์หรือ 2 สัปดาห์ครั้งก็พอค่ะ เพราะถ้าทำบ่อยเกินใบอาจทำให้รูขุมขนกว้างมากก็ได้ค่ะ ^^</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ddhealthy.com/?feed=rss2&#038;p=69</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส</title>
		<link>http://www.ddhealthy.com/?p=57</link>
		<comments>http://www.ddhealthy.com/?p=57#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Nov 2011 10:34:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุ]]></category>
		<category><![CDATA[อาการ]]></category>
		<category><![CDATA[อีสุกอีใส]]></category>
		<category><![CDATA[โรค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ddhealthy.com/?p=57</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาพูดกันถึงเรื่องโรคอีสุกอีใส โรคนี้ทุกคนคงรู้จักกันดีนะค่ะ เพราะหลายๆท่าน ก็อาจเคยเป็นมาแล้ว โรคนี้พอเป็นขึ้นมา สิ่งที่รู้สึกกังวลที่สุดก็คงไม่พ้นรอยแผลเป็นหลังที่หายจากโรคนี้หรอกน่ะค่ะ จิงมั้ย? จากการบอกเล่ามา เค๊าว่ากันว่า โรคนี้จะเป็นเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วจะไม่กลับไปเป็นอีก แต่สำหรับตัวดิฉันเอง เคยเป็นโรคนี้มาแล้วว 3 ครั้ง ฉะนั้นการบอกเล่าก็ไม่จริงเสมอไปค่ะ เพราะบางทีภูมิต้านทานคนเรามีมากน้อยแตกต่างกันไป ดังนั้นผู้ที่เคยเป็นแล้วก็อย่าชะล่าใจไปนะค่ะ เพราะอาจจะเป็นซ้ำเหมือนดิฉันก็ได้ จึงควรระวังอยู่ห่่างจากผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใสไว้ค่ะ เพราะโรคนี้เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังนะค่ะ จากที่เล่าถึงประสบการณ์การเป็นโรคนี้ของดิฉันแล้ว ต่อไปจะเป็นความรู้เกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส เพื่อที่จะได้ให้ทุกคนป้องกันหรือระมัดระวังตัวให้ปลอดภัยจากโรคนี้นะค่ะ โรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลล่า มีลักษณะอาการเป็นผื่นแดงราบ ตุ่มใส ตุ่มหนอง กระจายตามหน้า ลำตัว และแผ่นหลัง และมีไข้ สาเหตุของโรค เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) หรือ Human herpes virus type 3 เป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด การติดต่อ ติดต่อโดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรงหรือ สัมผัสถูกของใช้ (เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่นอน) ที่เปื้อนถูกตุ่มน้ำของคนที่เป็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #808080;"><strong>สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาพูดกันถึงเรื่องโรคอีสุกอีใส โรคนี้ทุกคนคงรู้จักกันดีนะค่ะ เพราะหลายๆท่าน ก็อาจเคยเป็นมาแล้ว โรคนี้พอเป็นขึ้นมา สิ่งที่รู้สึกกังวลที่สุดก็คงไม่พ้นรอยแผลเป็นหลังที่หายจากโรคนี้หรอกน่ะค่ะ จิงมั้ย? จากการบอกเล่ามา เค๊าว่ากันว่า โรคนี้จะเป็นเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วจะไม่กลับไปเป็นอีก แต่สำหรับตัวดิฉันเอง เคยเป็นโรคนี้มาแล้วว 3 ครั้ง ฉะนั้นการบอกเล่าก็ไม่จริงเสมอไปค่ะ เพราะบางทีภูมิต้านทานคนเรามีมากน้อยแตกต่างกันไป ดังนั้นผู้ที่เคยเป็นแล้วก็อย่าชะล่าใจไปนะค่ะ เพราะอาจจะเป็นซ้ำเหมือนดิฉันก็ได้ จึงควรระวังอยู่ห่่างจากผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใสไว้ค่ะ เพราะโรคนี้เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังนะค่ะ</strong></span></p>
<p><a href="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/images.jpg"><span style="color: #808080;"><img class="aligncenter size-full wp-image-58" title="images" src="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/images.jpg" alt="" width="240" height="154" /></span></a></p>
<p><span style="color: #808080;">จากที่เล่าถึงประสบการณ์การเป็นโรคนี้ของดิฉันแล้ว ต่อไปจะเป็นความรู้เกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส เพื่อที่จะได้ให้ทุกคนป้องกันหรือระมัดระวังตัวให้ปลอดภัยจากโรคนี้นะค่ะ</span></p>
<p><span style="color: #808080;"><strong>โรคอีสุกอีใส </strong>เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลล่า มีลักษณะอาการเป็นผื่นแดงราบ ตุ่มใส ตุ่มหนอง กระจายตามหน้า ลำตัว และแผ่นหลัง และมีไข้ </span></p>
<p><span style="color: #808080;"><strong>สาเหตุของโรค</strong> เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) หรือ Human herpes virus type 3 เป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด</span></p>
<p><span style="color: #808080;"><strong>การติดต่อ </strong><span style="font-size: 13px;">ติดต่อโดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรงหรือ สัมผัสถูกของใช้ (เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่นอน) ที่เปื้อนถูกตุ่มน้ำของคนที่เป็น อีสุกอีใสหรืองูสวัด หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ ผ่านเข้าทางเยื่อเมือกระยะฟักตัว 10-20 วัน</span>ในรายที่เป็นงูสวัด สามารถติดต่อในรูปแบบของอีสุกอีใสได้ โดยเฉพาะมารดาที่ให้นมบุตร หากมารดาเป็นงูสวัดบุตรก็จะเป็นอีสุกอีใสได้</span></p>
<p><span style="color: #808080;"><strong>อาการของโรค </strong>เด็กที่เป็นจะมีไข้ต่ำ อ่อนเพลียและเบื่ออาหาร ส่วนผู้ใหญ่มักจะมีไข้สูง มีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวคล้ายไข้หวัด ขณะเดียวกันก็จะมีผื่นขึ้นพร้อมๆ กับวันที่เริ่มมีไข้ หรือ 1 วันหลังมีไข้ โดยในระยะแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆ และคัน ต่อมาอีก 2-3 วันก็จะตกสะเก็ด ผื่นและตุ่มเหล่านี้จะขึ้นตามไรผมก่อนแล้วกระจายไปตามใบหน้าและลำตัว แผ่นหลัง บางคนจะมีตุ่มขึ้นในช่องปากทำให้ปากและลิ้นเปื่อย จะเกิดอาการเจ็บคอ บางคนอาจไม่มีไข้ มีเพียงผื่นและตุ่มขึ้นเท่านั้น ผื่นจะขึ้นมากที่สุดที่ใบหน้าและลำตัว เด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่มักจะมีอาการรุนแรงและมีตุ่มขึ้นมากกว่าเด็ก โดยทั่วไปผื่นหายได้โดยไม่มีแผลเป็น ยกเว้นมีเชื้อแบคทีเรียมาแทรกซ้อน โรคนี้เมื่อหายแล้วมักจะมีเชื้อหลบอยู่ที่ปมประสาท ซึ่งอาจจะออกมาเป็น งูสวัด ในภายหลังได้ เนื่องจากผื่นและตุ่มที่ขึ้นนี้จะค่อยๆขึ้นทีละระลอก ไม่ขึ้นพร้อมกันทั่วร่างกาย บางทีจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางทีขึ้นเป็นตุ่มน้ำใสๆ บางทีขึ้นเป็นตุ่มกลัดหนอง และบางทีเริ่มตกสะเก็ด จึงทำให้คนสมัยก่อนเรียกโรคนี้ว่า อีสุกอีใส</span></p>
<p><a href="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/54.jpg"><span style="color: #808080;"><img class="aligncenter size-full wp-image-59" title="54" src="http://www.ddhealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/54.jpg" alt="" width="269" height="275" /></span></a></p>
<p><span style="color: #808080;"><strong>อาการแทรกซ้อน</strong> ที่พบบ่อยคือ การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบนผิวหนัง ทำให้กลายเป็นหนองและมีแผลเป็นตามมา ในบางรายเชื้ิอแบคทีเรียที่แทรกซ้อนอาจกระจายเข้าไปในกระแสเลือดทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษและปอดบวมได้ ในผู้ใหญ่ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่นได้รับยารักษามะเร็ง หรือ สเตอรอยด์ เชื้ออาจจะกระจายไปยังอวัยวะภายในเช่น สมอง ปอด ตับ ได้</span></p>
<p><span style="color: #808080;"><strong>&#8221; โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อแต่เป็นโรคที่ติดตัวทุกคนมาตั้งแต่กำเนิด ทุกคนจะเป็นหรือไม่เป็นก็ขึ้นอยู่กับเวลาของบุคคลนั้นๆ &#8220;</strong></span></p>
<p><span style="color: #808080;"><strong>การรักษา </strong>เนื่องจากเป็นโรคที่หายเองได้ โดยอาจจะมีไข้อยู่เพียงไม่กี่วัน ส่วนตุ่มจะตกสะเก็ดและค่อยๆหายใน 1-3 สัปดาห์ ผู้ป่วยจึงควรพักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ ถ้ามีไข้สูงใช้ยาพาราเซตามอล เพื่อลดไข้ได้ ไม่ควรใช้แอสไพริน เพราะอาจทำให้เกิดอาการทางสมองและตับ ทำให้ถึงตายได้ ควรอาบน้ำและใช้สบู่ฟอกผิวหนังให้สะอาด ควรตัดเล็บให้สั้นและหลีกเลี่ยงการแกะเกา เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้ ในรายที่คันมากๆ อาจให้ยาแก้คัน เช่น คลอเฟริรามีน ช่วยลดอาการคันได้ ในปัจจุบัน มียาที่ใช้ยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส แต่ต้องใช้ในขนาดสูงและราคาแพงมาก นอกจากนี้จะต้องเริ่มใช้ภายในวันแรก มิฉะนั้นอาจไม่ได้ผล หรือไม่ได้ผลดี</span></p>
<p><span style="color: #808080;"><strong>การดูแลรักษา โรคอีสุกอีใส</strong></span></p>
<ol>
<li><span style="color: #808080;">ไม่ต้องตกใจว่าเป็นโรคผิวหนัง ไม่แกะเกาปุ่มหนองใส</span></li>
<li><span style="color: #808080;">การดูแลทั่วไป โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่ไม่รุนแรง โดยปกติแล้วจะเป็น เองหายเอง อาจจะมีข้อยกเว้นบ้างโดยเฉพาะในผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะมีอาการรุนแรงกว่า เช่น เป็นไข้หรือมีอาการ ทางผิวหนัง เช่น แผลมีการติดเชื้อหรือมีอาการคันรุนแรง หรือมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น อาการปอดบวมจาก เชื้อไวรัส ในกลุ่มที่อาการไม่รุนแรงนี้ การให้ยาบางชนิด เช่น ยาบรรเทาอาการคัน การใช้น้ำสะอาดหรือ น้ำเกลือประคบ จะช่วยทำให้รู้สึกสบายตัวขึ้น ในเด็กควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาลดไข้จำพวกแอสไพริน เพราะอาจ จะทำให้มีโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นตามมาได้</span></li>
<li><span style="color: #808080;">การรักษาแบบเจาะจง คือการใช้ยาต้านเชื้อไวรัสอีสุกอีใส ซึ่งควรจะให้ในระยะเวลา 24-48 ชั่วโมง หลังมีผื่นขึ้น ซึ่งเชื่อว่าการที่สามารถให้ยาได้ทันและมีปริมาณพอเพียง ในช่วงนี้สามารถทำให้การตก สะเก็ดของแผล ระยะเวลาของโรคสั้นลง การทำให้แผลตกสะเก็ดเร็วขึ้น โอกาสการเกิดแผลติดเชื้อหรือแผลที่ลึกมากก็น้อยลง ดังนั้น แผลเป็นแบบหลุมก็น้อยลงด้วย อย่างไรก็ตามยาในกลุ่มนี้ก็มีราคาแพงมาก การพิจารณาเลือกใช้ยากลุ่มนี้จึง ควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์และของผู้ป่วย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การดูและผิวในระยะ ที่มีผื่นอย่างถูกต้อง เช่น ทำความสะอาดแผลให้ปราศจากสิ่งสกปรกหรือป้องกันการแทรกซ้อนของเชื้อแบคทีเรีย กินยาเขียววันละ3ครั้ง 7ถึง10เม็ด</span></li>
</ol>
<p><span style="color: #808080;"><strong>เรื่องควรรู้เกี่ยวกับอีสุกอีใส</strong></span></p>
<ol>
<li><span style="color: #808080;">โรคนี้เมื่อเป็นแล้วอาจมีโอกาสเป็น งูสวัดได้ในภายหลัง</span></li>
<li><span style="color: #808080;">ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหากเพื่อป้องกันการติดต่อ โดยระยะแพร่เชื้อจะเริ่มตั้งแต่ 24 ชม. ก่อนที่ผื่นหรือตุ่มแห้งหมด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-7 วัน</span></li>
<li><span style="color: #808080;">ไม่มีของแสลง</span></li>
<li><span style="color: #808080;">ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรค อีสุกอีใส แล้ว</span></li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ddhealthy.com/?feed=rss2&#038;p=57</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

